google-site-verification=3oh7RyhZQpiACc5QhA5XzUw_ic5UOwPtLoCZLJp_Q9E เนื้อหาของหน้าเว็บ google-site-verification=3oh7RyhZQpiACc5QhA5XzUw_ic5UOwPtLoCZLJp_Q9E

มอเตอร์ กันระเบิด

ทำไม่ต้องเป็น มอเตอร์กันระเบิด เอบีบี
ABB Explosion Proof Motors
มอเตอร์กันระเบิด (Explosion Proof Motor)
           สำหรับโรงงานเคมีและโรงงานกลั่นน้ำมัน เป็นพื้นที่ที่อากาศมีส่วนผสมของสารเคมี ก๊าซ ไอระเหย เจือปนอยู่ สามารถเป็นสาเหตุให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ และด้วยเครื่องจักรส่วนใหญ่ในโรงงานขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ไม่จะเป็น ปั๊มน้ำ ปั๊มลม หรือแอร์คอมเพรสเซอร์ การที่ตัวเครื่องจักรมีการเคลื่อนไหวและทำงานอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดประกายไฟได้ ดังนั้นมอเตอร์กันระเบิดจึงมีความสำคัญต่อโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอย่างมาก รวมทั้งได้รับการออกแบบ เลือกใช้และติดตั้งอย่างถูกต้องตามมาตรฐานความปลอดภัย
           สถานที่ที่สามารถเกิดอันตราย และมีโอกาสที่จะติดไฟหรือตามความร้ายแรงได้ โดยแบ่งพื้นที่ก๊าซออกเป็น 3 โซน ดังนี้
        - Zone 0 : พื้นที่ที่มีก๊าซอันตรายสูงสุด อาจเกิดการระเบิดได้ตลอดเวลา เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับของเหลวติดไฟหรือแก๊ส, ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งพื้นที่นี้ไม่อนุญาตให้มีการใช้มอเตอร์
        - Zone 1 : เป็นพื้นที่ที่มีก๊าซไวไฟที่เกิดจากการทำงานปกติ เช่น ช่องประตูเปิดและปิดเพื่อส่งถ่ายสารไวไฟ หรือพื้นที่รอบๆ ท่อส่งก๊าซ ซึ่งชนิดของมอเตอร์ที่ใช้ได้ คือ Ex e / Ex d
        - Zone 2 : พื้นที่ที่อาจจะมีก๊าซไวไฟบ้าง เป็นครั้งคราว มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ซึ่งชนิดของมอเตอร์ที่ใช้ได้ คือ Ex n, Ex e, Ex d
การแบ่งประเภทอุณหภูมิ (Temperature Classes)
       สำหรับสารไวไฟเราสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามระดับจุดวาบไฟ (Flash Point) ของสารไวไฟ โดยประเภทของอุณหภูมิแบ่งออกได้เป็น 6 ระดับ คือ T1 ถึง T6 ตามอุณหภูมิของการจุดระเบิด ซึ่งอุณหภูมิของการระเบิดหรือจุดวาบไฟของสารเคมีแต่ละชนิดนั้นไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นมอเตอร์ที่จะนำไปใช้ในพื้นที่อันตรายจะต้องเลือกประเภทของอุณหภูมิสูงสุดและต้องไม่เกินจุดวาบไฟ โดยช่วงความแตกต่างของประเภทอุณหภูมิจุดระเบิดดังแสดงในตาราง

       สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบ Flame proof เนื่องจากโครงสร้างมีลักษณะป้องกันการระเบิด และป้องกันเปลวไฟออกไปยังภายนอก เพราะฉะนั้นขนาดช่องว่างที่เปลวไฟจะสามารถแทรกออกมาได้จะต้องถูกจำกัด ตามลักษณะของสารไวไฟโดยใช้อักษร ABC ต่อท้ายขยายความโซน เพื่อระบุขนาดของช่องว่างอากาศ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
     - Group llA คือ แก๊สและไอระเหยของสารไวไฟที่มีค่า MESG มากกว่า 0.90 มม.
     - Group llB คือ แก๊สและไอระเหยของสารไวไฟที่มีค่า MESG มากกว่า 0.50 มม. แต่ไม่เกิน 0.90 มม.
     - Group llC คือ แก๊สและไอระเหยของสารไวไฟที่มีค่า MESG ไม่เกิน 0.50 มม.
( MESG ย่อมาจาก Maximum Experimental Safe Gap คือ ค่าความกว้างของช่องว่างถ้าเปิดมากสุด จะสามารถป้องกันการขยายตัวของเปลวไฟที่เกิดจากการระเบิดของแก๊สหรือไอระเหยชนิดหนึ่ง ดังนั้นถ้าแก็สหรือไอระเหยชนิดใดมีค่า MESG มาก ต้องเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันการะเบิดที่มีค่า MESG น้อยกว่า เพราะยิ่งช่องว่างแคบลงเท่าใดเปลวไฟก็จะมีโอกาสแทรกตัวออกมาภายนอกได้น้อย แต่ขณะเดียวกันหากแก๊สหรือไอระเหยชนิดใดมีค่า MESG น้อยนั่นแสดงว่า เป็นแก๊สที่มีอันตรายสูงมากเพราะเมื่อมีการจุดติดไฟแล้วเปลวไฟสามารถลุกลามผ่านช่องแคบๆ ออกมาสู่ภายนอกได้ดีกว่า
มาทำความรู้จักกับชนิดและการออกแบบการป้องกันอุปกรณ์ไฟฟ้า
       
         อุปกรณ์ป้องกันการระเบิดนั้นมีหลายชนิดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการออกแบบของตัวมอเตอร์ โดยมีสัญลักษณ์ Ex?? เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงวิธีการออกแบบ การป้องกันระเบิด โดยมีการกำหนดลักษณะตัวอักษรตัวเล็กเข้าไปข้างหลัง เช่น Ex n ซึ่งตัวอักษรตัวเล็กนั้นมีความหมายสอดคล้องตามมาตรฐานดังนี้
     - “n” หมายถึง ไม่เกิดประกายไฟ (Non sparking) : ในขณะที่ทำงานจะต้องไม่มีการจุดประกายไฟ หรืออนุญาตให้ใช้ในเฉพาะพื้นที่ Zone2
     - “e” หมายถึง เพิ่มความปลอดภัย (increase-safety): การป้องกันนี้เหมาะสมกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่มีการจุดระเบิดในขณะการใช้งาน
     - “d” หมายถึง ป้องกันการระเบิด (Flameproof หรือเรียกว่า Explosion proof) : จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิด ในส่วนของผิวโครงสร้างจะต้องปิดมิดชิด เพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ และโครงสร้างมอเตอร์ต้องออกแบบหนาเป็นพิเศษ เพื่อให้ทนต่อการติดไฟจากภายใน
    สำหรับการเลือกใช้มอเตอร์นั้นต้องคำนึงถึงสถานที่ว่าอยู่ในการใช้งาน Zone ใด โดยดูได้จากแผนภาพข้างต้นและเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่น
     - พื้นที่ Zone 2 สามารถใช้มอเตอร์ Ex n หรือ Ex e ได้
     - พื้นที่ Zone 1 บางครั้งอาจจะใฃ้มอเตอร์ชนิด Ex d หรือ Ex e ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่จะนำมอเตอร์ไปใช้
    ทั้งนี้ถ้าผู้ใช้มีความเข้าใจและสามารถเลือกใช้มอเตอร์ได้ตามความเหมาะสม ก็จะทำให้การใช้งานของมอเตอร์คุ้มค่าและตรงจุด

Visitors: 116,922